fbpx

Welcome to Damigos Design Studio. We’re your Digital Companion!

Keep conected

6 เทคนิคการสร้างคอนเทนท์ที่จะทำให้คุณสร้างคอนเทนท์ที่ Viral ได้ง่ายๆ!!!

ทุกคนก็ต้องการให้คอนเทนท์ตัวเองดัง

 

จากประสปการณ์การทำการตลาดให้ลูกค้าหลายๆจ้าวที่ผ่านมา ผมได้รวบรวมข้อมูลเอาไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการตลาดที่ประสปกความสำเร็จ หรือ ไม่ประสปความสำเร็จก็ตาม ผมเลยเอาข้อมูลพวกนี้มานั่งอ่านอีกซักรอบนึงและสรุปมันออกมาเป็นสูตรลับที่ผมคิดว่าจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือ ไอเดีย ของคุณนั้นแพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์ได้ครับ

 

ผมขอยกตัวอย่างเครื่องปั่นอเนกประสงค์ยี่ห้อ Blendtec ที่โด่งดังมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำไมเครื่องปั่นของเค้าถึงมียอดขายที่ดีมากๆ ดีกว่าแบรนด์ดังๆทั่วไปซะด้วยซ้ำ? เรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่ง Tom ซึ่งเป็นเจ้าของ Blendtec เค้าได้จากนาย Groege Wright เพื่อที่จะเป็น Marketing Director ของ Blendtec เนื่องจากว่าเค้าคิดว่าผลิตภัณฑ์ของเค้ามันดีมาก ทนทานมาก แต่ว่ามันไม่ได้การตอบรับที่ดีเท่าที่เค้าคิด เมื่อ George เข้ามาทำงานวันแรก เค้าก็จะเริ่มล้อ Tom เล่นว่าเงินทุนในการทำการตลาดของ Tom น้อยมาก น้อยกว่ากำไรที่ทางบริษัทเก่าของเค้าได้มาซะอีก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ George ยอมแพ้เลยครับ เมื่อเค้าเข้ามาในออฟฟิสวันแรกเค้าก็เห็นว่ายังไม่มีใครมาทำงานเลยนอกจาก Tom แล้วเค้าก็เห็นเศษฝุ่นตามพื้นเต็มไปหมด เค้าก็สงสัยว่ามันคืออะไรและถาม Tom ไปตรงๆ Tom ตอบเค้าไปว่า “อ๋อนี่หรอ ผมก็ทำเหมือนที่ผมทำอยู่ทุกๆวันอ่ะ พยายามที่จะทำให้เครื่องปั่นของผมพัง แต่ไม่ว่าผมใส่อะไรลงไป มันก็ปั่นได้หมด และเศษที่เหลือก็คือฝุ่นพวกนี้ที่คุณเห็นนั่นแหละ”

 

หลังจากนั้นแหละครับ George จะทำให้ Tom และ Blendtec โด่งดังไปทั่วโลกด้วยงบประมาณการตลาดแค่ $50 เท่านั้น ผมจะบอกให้ว่าเค้าทำอะไรเค้าทำโชว์มาตัวหนึ่งชื่อว่า “Will it blend” นะครับ โชว์นี้เนี่ยก็แค่เป็นโชว์ที่เค้าเอาอุปกรณ์ต่างๆมาวางใส่ในเครื่องปั่นและดูว่ามันจะปั่นจนละเอียดมั้ย บางทีก็มีลูกกอล์ฟ iphone หรือ ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อนคุณภาพดีเค้าก็ปั่นมาแล้ว มันอาจจะดูเป็นโชว์ที่ไร้สาระแต่เชื่อหรือไม่ว่ามันเกิดการแพร่กระจายไปทั่วเลยล่ะ George เชื่อมาเสมอครับว่ามันจะต้องดังแน่ๆ และมันก็เกิดขึ้นจริงครับ คนทุกคนชอบวีดีโอนี้มาก และ พวกเค้าได้ตั้งฉายาและชื่อให้กับเครื่องปั่นตัวนี้เลยล่ะครับ มีหลายชื่อมากๆ ที่พบบ่อยๆก็คือ “Insanely Awesome” และ “The Ultimate Blender” เพราะว่าคนหลายคนไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ จนมันทำให้เกิดคำถามในหัวของเค้าขึ้นมาว่าไอเจ้าเครื่องปั่นตัวนี้มันทำอะไรได้อีกเนี่ย? เพียงแค่ในอาทิตย์แรกวีดีโอนี้โด่งดังถึง 6 ล้านวิว George และ Tom ประสปความสำเร็จอย่างมากเลยล่ะครับ

 

George และ Tom ก็ได้ทำรายการนี้ต่อไปเรื่อยๆโดยมี Story Board ตัวเดิมนี่แหละ บางทีเค้าก็จะใส่ CD ของ Justin Bieber ลงไป หรือจะเป็น Nintendo Wii, iphone และ อื่นๆอีกมากมายจนกระทั่งวีดีโอนี้มียอดวิวทั้งหมดรวมกันแล้ว 300 ล้านวิว และ ภายใน 2 ปี ยอดขายของ Blendtec เพิ่มขึ้น 700 ล้านเหรียญสหรัฐเพียงแค่วีดีโอที่มีต้นทุนแค่ 50 เหรียญเท่านั้น!!!

 

เรื่องราวของ Blendtec ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าการจะสร้างคอนเทนท์ที่ดังมันไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลข้างในนั้นครับ ต่อให้คุณมีข้อมูลที่สามารถทำเงินได้หลายล้าน แต่ว่าคุณไม่มีความคิดสร้างสรรค์มันก็ไม่ดังหรอกครับ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น รายการนายฮ้อยชวนชิม ของวงในเนี่ยโด่งดังมากไปจนถึงต่างประเทศเลยล่ะครับ มีคนมาเลเซีย สิงคโปร เอามาก๊อปกันเยอะเลย ทั้งๆที่ดูแล้วเนี่ยโปรดักชั่นของเค้าไม่ได้ลงทุนอะไรมากเลย Story board ก็แค่อันเดียวเหมือนเดิมหมด แค่เปลี่ยนฉากที่นายฮ้อยซาลาทุบโต๊ะและเคลิ้มไปกับความฟินของอาหารเท่านั้นเอง

 

วันนี้ผมจะมาแชร์เทคนิค 6 เทคนิคที่จะทำให้คอนเทนท์ของคุณเกิด Viral ขึ้นมาได้ครับ เรามาดูกันว่ามันคืออะไร

 

Social Currency (คุณค่าของ Social)

 

เมื่อคุณนั่งโม้กับเพื่อนคุณเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่คุณเพิ่งเจอในอินเตอร์เนต ไม่ว่าจะเป็นแว่น VR สุดเจ๋งที่จะทำให้เราเห็นโลก 3 มิติ ได้ หรือ อื่นๆอีกมากมาย คุณอยากจะให้คนมองคุณว่า เฮ้ย! นี่มึงไปเอาข้อมูลนี้มาที่ไหนวะ แม่งเจ๋งว่ะ หรือ คุณอยากจะให้คนอื่นมองคุณว่า โถ่เอ้ย แค่นี้เองใครๆก็รู้ มึงอ่ะล้าหลังเค้า คนทุกคนก็อยากจะเป็นคนฉลาดแทนที่จะเป็นคนโง่ถูกมั้ยครับ? เช่นเดียวกับการแต่งตัวของเรา และ รถที่เราขับ มันก็จะต้องดูเท่ ดีกว่าจะดูบ้านๆ สิ่งที่ผมพยายามจะพูดถึงก็คือ สิ่งที่เราสื่อออกไปในโซเชียลจะสะท้อนออกมาถึงตัวตนที่แท้จริงของเรา  และ Social Currency ก็คือสิ่งที่เราอยากที่จะให้ตัวเราสะท้อนออกมาในสังคม 

 

Social Currency เป็นหัวข้อที่ค่อนข้างใหญ่และต้องใช้ประสปการณ์ในการเรียนรู้มากมาย ผมจึงจะยกตัวอย่างเอาไว้ในบล็อคอื่นๆที่ผมทำเอาไว้เพื่อคุยเรื่อง Social Currency โดยเฉพาะเลยล่ะครับ เพราะถ้าผมพูดเรื่อง Social Currency จนหมดเนี่ยบทความนี้คงยาวเกินไป คุณสามารถไปดูตัวอย่างการใช้ Social Currency ในชีวิตจริงที่ทำให้ธุรกิจหลายธุรกิจประสปความสำเร็จได้ตามตัวอย่างด้านล่างนี้เลยครับ:

 

  1. Please Don’t Tell (PDT) . . . The Secret Bar
  2. Rue La La by Ben Fischman
  3. Barclay’s Prime $100 Cheese Steak

 

สรุปได้ว่าการที่จะประสปความสำเร็จจาก Social Currency ได้คุณจะต้องหาจุดแข็งของสินค้าของคุณ และ โชว์มันออกมาในรูปแบบที่คนคิดไม่ถึงเพื่อที่จะดึงดูดความสนใจ เราควรจะเอาอะไรที่มันมี Social Currency อยู่แล้วอย่างเช่น iphone ซึ่งจะทำให้คนที่ใช้ iphone ด้วยเนี่ยรู้สึกว่าเค้ามีส่วนร่วมกับการโฆษณาของคุณด้วย

 

Triggers (ตัวแปร)

 

มีสุภาสิตย์ของฝรั่งเค้าได้กล่าวเอาไว้ว่า Top of mind leads to tip of tongue “สิ่งที่คุณเคยชินมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่คุณพูดถึงบ่อย” เช่นเดียวกับการแชร์วีดีโอของ Blendtec ที่สามารถปั่น CD Justin Bieber ได้ ทำไมเค้าไม่ปั่น CD ของวง Body Slam แต่ไปปั่น Justin Bieber ล่ะครับ? ทำไมเค้าไม่ปั่นโทรศัพท์ Xiaomi หรือ Oppo แต่ดันไปปั่น iphone แทนล่ะครับ? เพราะว่าผลิตภัณฑ์พวกนี้เนี่ยมันมี Trigger อยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว ดังนั้นเนี่ยเมื่อคุณเอาของที่มี Social Currency มาเล่น คนที่ติดตามสิ่งของพวกนี้อยู่เค้าก็จะเกิดการสนใจขึ้นมาทันที อันนี้แค่ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ Blendtec นะครับ ต่อมาก็คือ การที่คุณเห็นเครื่องปั่นมันปั่นอะไรก็ได้ไปหมดเนี่ยมันก็คือ Social Currency ครับ เพราะว่ามันไม่มีใครเคยทำแบบนี้มาก่อน มันเป็นสิ่งที่คนคิดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ และนั่นแหละก็คือตัวแปรหลักที่ทำให้ Blendtec ประสปความสำเร็จครับ

 

เอาให้เข้าใจง่ายๆก็แล้วกัน นึกง่ายๆเวลาคุณไปเที่ยวแต่ละประเทศมันก็จะมีสิ่งที่คุณจะต้องกินให้ได้ หากคุณไปเกาหลี คุณก็จะต้องกิน กิมจิจากเกาหลีแท้ๆให้ได้ หากคุณไปญี่ปุ่น คุณก็จะต้องไปลองการปลาดิบที่ตลาดสดในญี่ปุ่นให้ได้ หากคุณไปเที่ยวอินเดีย คุณก็จะต้องไปกินข้าวบริญานี่ที่อินเดียให้ได้ ทำไมคุณถึงจะต้องทำมันให้ได้ล่ะครับ? เพราะว่ามันเป็นอาหารชื่อดังของประเทศเค้าถูกมั้ย? และนั่นแหละครับ สิ่งที่ผมพูดถึงใน Trigger ดังนั้นเนี่ยทุกๆสินค้ามีตัวแปรสำคัญหมดสิ่งที่คุณต้องทำคือหาตัวแปรนั้นให้เจอและนำมันไปใช้นั่นแหละครับ เช่น หากคุณเป็นบริษัทออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่น และคุณมีคอลเลคชั่นใหม่เป็นคอลเลคชั่นซัมเมอร์ ตัวแปรของคำว่า Summer ก็คืออะไรล่ะครับ? ทะเล ต้นมะพร้าว ต้นกล้วย พระอาทิตย์ ถูกมั้ย? คุณเคยเห็นแบรนด์ดังๆที่ไหนทำคอลเลคชั่น Summer โดยไม่มีสีเจิดจ้า และ มีอะไรเกี่ยวกับทะเลบ้าง?

 

Emotion (ความรู้สึก)

 

มีสุภาสิตย์ของฝรั่งเค้าได้กล่าวเอาไว้ว่า “When we care, we share” หมายถึง “เมื่อเราแคร์ เราจะแชร์” นั่นเองนะครับ เราจะเขียนคอนเทนท์ออกมายังไงให้มีความรู้สึกเข้ามาด้วยล่ะครับ? ปกติแล้วคอนเทนท์ที่มีคุณภาพดีจะส่งผลให้คนดูเนี่ยเกิดอารมณ์ร่วมด้วย เช่น Blendtec ที่ยกตัวอย่างไปข้างบนทำให้รู้สึกตื่นเต้นนะครับที่เห็น iPhone ที่เราใช้อยู่เนี่ยแหลกสลายไปในพริบตา ถ้าให้ผมยกตัวอย่างโฆษณาที่ให้ความรู้สึกเศร้ามากๆเลยก็คือโฆษณาประกันชีวิตครับ จำได้มั้ยไทยประกันชีวิตออกโฆษณาตัวนึงออกมาที่เริ่มต้นด้วยมีเด็กคนนึงไปขโมยยาในร้านขายยาแล้วโดนป้าคนนึงตี อาแปะขายเกี๋ยวเตี๋ยวร้านตรงข้ามก็เข้ามาห้ามและถามเด็กว่าทำไมถึงขโมยเด็กก็ตอบว่าแม่ผมป่วยครับ อาแปะก็เลยจ่ายค่ายาให้และยื่นก๋วยเตี๋ยวให้ถึงนึง เด็กคนนั้นหยิบเงินไปแล้วก็วิ่งหายไปเลย หลังจากนั้นหลายปีผ่านไปอาแปะกำลังขายเกี๋ยวเตี๋ยวอยู่แล้วจู่ๆก็ล้มลงต้องเข้าโรงพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลก็หลายแสนอยู่แล้วจู่ๆหลังผ่าตัดเสร็จบิลออกมาแจ้งว่าค่าบริการ 0 บาทเพราะคุณได้จ่ายไปแล้วพร้อมกับยาถุงหนึ่งกับก๋วยเตี๋ยวถุงหนึ่ง ก็คือสรุปว่าเด็กคนนั้นกลายเป็นหมอในอนาคตไปน่ะครับ อันนี้ก็จะให้อารมณ์ซึ้งหน่อย นี่แหละครับคือ Emotion คุณควรจะใส่ลงไปในคอนเทนท์ของคุณมันจะทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมด้วย

 

Public (สาธารณะ)

 

ทำไมคนที่ชอบในสิ่งที่เหมื่อนๆกันถึงเป็นเพื่อนสนิทกันได้? คุณชอบเล่นฟุตบอลคุณเลยมีเพื่อนหลายๆคนที่เล่นฟุตบอลด้วยกันและสนิทกันมาก หรือ คุณเรียนเก่งคุณเลยมีเพื่อนที่เรียนเก่งด้วยกันช่วยๆกันติว คนที่ชอบอะไรเหมือนๆกันมักจะทำในสิ่งที่เหมือนกันครับ มันเหมือนกับสุภาสิตย์ไทยที่กล่าวไว้ว่า “ผีเห็นผี” เพราะฉะนั้นการใส่ Public ลงไปในคอนเทนท์ของคุณก็คือการทำให้คอนเทนท์ของคุณสังเกตได้ง่ายขึ้นโดยการใส่พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณที่เค้าทำเป็นประจำ ซึ่งการเขียนคอนเทนท์แบบนี้ค่อยข้างยากแต่จะส่งผลดีมาก ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณจะเปิดตัวมานานแล้วก็ตามแต่พฤติกรรมพวกนี้มันก็จะติดลงไปในสมองของผู้บริโภคเลยล่ะครับ ผมจะยกตัวอย่างโฆษณาของ Budweiser ซึ่งเป็นแบรนด์เบียร์ชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเค้าคือหนุ่มวัยกลางอายุประมาณ 20-40 ปี ซึ่งในวัยนี้เนี่ยคำพูดที่เค้าจะใช้ในการทักทายกันส่วนมากก็จะเป็นคำว่า “What’s up!” หรือคนไทยเอามาใช้ว่า “วอทซ่าบบบบ” นั่นเองล่ะครับ โฆษณานี้ทำยอดขายให้กับ Budweiser เป็นอย่างมากแค่ด้วยวีดีโอ 1 นาทีคอนเซปต์ง่ายๆ แต่มันเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้อย่างชัดเจนจริงๆครับ

 

 

Practical Value (สิ่งที่เป็นประโยชน์)

 

คนทุกคนอยากช่วยเหลือเพื่อนๆของเค้าหมด ถึงแม้จะเป็นคนที่ไม่รู้จักก็ตามแต่ด้วยความที่อยากช่วย เค้าก็จะช่วยแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่คุณ มีอยู่ครั้งหนึ่งในชีวิตผมเคยไปอยู่ประเทศจีนในเมืองกวางโจว ซึ่งเป็นเมืองที่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลยในเวลานั้น เป็นปี 2004 เมื่อผมถึงประเทศจีนวันแรก ผมไม่กล้าออกไปไหนคนเดียวเลยเพราะกลัวว่าจะพูดกับใครไม่รู้เรื่อง แต่อยู่มาวันหนึ่งพ่อของผมใช้ให้ไปเดินตลาด ด้วยที่ว่าเป็นมุสลิมผมจะต้องเชือดสัตว์ด้วยมือของตัวเองเพราะว่าจะต้องกล่าวพระนามของพระเจ้าก่อนที่จะเชือดสัตว์ เป็นสิ่งที่มุสลิมต้องทำ ถ้าไม่ทำก็จะกินเนื้อสัตว์ตัวนั้นไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกินอาหารฮาลาลเท่านั้น ผมก็นั่งคิดว่าแล้วเราจะเชือดสัตว์ยังไง พูดกับเค้าก็ไม่รู้เรื่อง พ่อก็บอกว่าไปก่อนเถอะน่ะ ใช้ภาษามือเอาก็ได้ สรุปว่าผมก็ไปที่ร้านไก่ จำได้ว่าพ่อบอกว่า มันจะมีร้านไก่อยู่ร้านนึงเป็นร้านแรกเลย มีไก่เป็นๆถูกขังอยู่ในกรง เค้ามีมีดที่คมมากสามารถเชือดไก่สดๆตรงนั้นได้เลย ผมเห็นร้านแล้วผมก็รู้เลยว่าจะต้องเดินไปที่ร้านนั้น ผมก็เริ่มคิดท่าแล้วว่าจะใช้ภาษามือยังไงให้เค้าเข้าใจว่าเราอยากเชือดสัตว์ ผมก็เดินไปหาเจ้าของร้าน ทำท่ายิ้มและให้เค้ารู้ว่าเราเป็นชาวต่างชาติ ผมก็ชี้ไปที่ไก่ตัวนึงในกรงแล้วเค้าก็หยิบไก่ออกมา ผมยื่นมือไปหาเค้าแล้วทำท่าแบบว่า หยุดก่อนๆ เค้าก็สงสัยว่าตกลงผมจะซื้อมั้ย หลังจากนั้นผมก็เอามือข้างซ้ายของผมทำเป็นตั้งฉากให้เหมือนกับการหักไม้ในกีฬาคาราเต้และก็เอามือขึ้นมาปาดคอตัวเองและทำท่าว่าตาย เค้าก็เลยหัวเราะและเข้าใจว่าอ๋อ อยากเชือดไก่ ลุงเค้าก็ใจดีมากช่วยเหลือผมได้ดีมากเลย เค้ายื่นมีดให้และพยายามอธิบายวิธีเชือดไก่ให้ผมฟัง เค้าจับไก่ที่คอและขา และยื่นคอมาให้ผม แล้วเค้าก็ยิ้มและพูดเหมือนกับว่าโอเคคุณเชือดได้แล้ว ผมก็หยิบมีดขึ้นมาและกล่าวพระนามของพระเจ้าของผมและก็เชือดไก่ตัวนั้นเลย สรุปว่ามีดมันคมมากๆ ผมเลยตัดหัวไก่ตัวนั้นขาดทันทีเลย ตามความเป็นจริงแล้วผมควรที่จะตัดแค่เส้นเลือดของมันให้เลือดมันไหลออกตายไปเองเพราะการตัดหัวให้ขาดเลยมันเป็นการเชือดที่ดูโหดร้ายไปหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไรถือว่ากล่าวพระนามของพระเจ้าไปแล้ว 5555+

 

หลังจากนั้นผมก็จะต้องซื้อของอีกมากมาย ทั้งเนื้อวัว และผักอื่นๆอีกมากมาย ผมอยากทราบร้านที่ขายเนื้อว่าที่เป็นเนื้อวัวฮาลาล ผมก็เลยเปิดรูปตราฮาลาลให้ลุงเค้าดูแล้วทำเสียง มอ มอ เหมือนวัว เค้าก็เข้าใจแล้วก็จูงมือผมไปหาร้านเนื้อ เรื่องราวนี้ได้สอนให้ผมได้รู้ว่าคนทุกคนเป็นคนดีต้องการช่วยเหลือคนอื่นหมดไม่ว่าจะต่างศาสนา ต่างชาติ ต่างภาษาก็ตาม หลังจากนั้นมาไม่ว่าผมจะรู้จักใคร เจอเพื่อนใหม่ เข้าสังคมใหม่ ผมจะแชร์เรื่องราวนี้ให้ทุกคนได้ฟังหมด ถ้าใครรู้จักผมจะได้ยินเรื่องราวนี้มาหมดแล้ว ดังนั้นการที่เราจะทำคอนเทนท์ในเชิงช่วยเหลือคนอื่นก็ถือว่าเป็นสิ่งดีครับ มันจะส่งผลให้คนแชร์ต่อไปเรื่อยๆจนทำให้เกิด Viral

 

เรามาดูตัวอย่างที่ประสปความสำเร็จจริงๆกันดีกว่าครับ คุณเคยพยายามทำข้าวโพดกินเองมั้ยครับ? คุณจะรู้ว่าเมื่อคุณต้มข้าวโพดจนสุกแล้วคุณพยายามที่จะเอาเปลืองมันออกคุณจะได้เส้นใยเล็กๆน้อยๆติดบนข้าวโพดมานิดหน่อย ซึ่งหากคุณกินข้าวโพดไปคุณก็จะเกิดความรำคาญที่ว่าไอเจ้าเส้นใยพวกเนี้ยมันมาติดฟันของคุณ มีอยู่วันหนึ่งในบ้านของคุณลุงที่ชื่อ Ken Craig ในประเทศสหรัฐอเมริกา ลุงคนนี้ไม่เคยมี Youtube Channel เป็นของตัวเองเลย เพราะเค้าก็เป็นคนแก่ธรรมดาเหมือนพ่อแม่ของเราที่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็นเลย มีอยู่วันหนึ่งลูกชาย และ ลูกสะใภ้ของเค้าได้เข้ามาเยี่ยมเค้าที่บ้านและเค้าตัดสินใจเลี้ยงข้าวโพดเป็นของทานเล่น เค้าจึงโชวเทคนิคให้ดูว่าวิธีการทำข้าวโพดให้ไม่มีเยื่อติดทำยังไง จนลูกสะใภ้ของเค้าอึ้งกับการค้นพบตรงนี้มากและเค้าก็อยากจะแชร์ให้กับลูกสาวของเค้าที่สอนภาษาอังกฤษอยู่ที่ประเทศเกาหลี และ เพื่อนๆของเค้าอีกเป็นจำนวนหนึ่ง ผลคือเพื่อนๆของเค้าและลูกสาวของเค้าได้แชร์วีดีโอนี้ออกไปจนทำให้ยอดวิวพุ่งกระฉูดถึง 7 แสนวิวเลยล่ะครับ! โอ้ว มาย ก้อด!!! ลุงอายุ 85 เสือกดังใน Youtube ได้ด้วย Practical Value!!! เรามาดูวีดีโอกันครับ

 

Story (เรื่องราว)

 

คุณเคยได้ยินเรื่องราวของนักรบชาวสปาร์ตัน 300 คนที่สู้กับชาวเปอร์เซียจนพ่ายแพ้เหลือแค่คนสุดท้ายมั้ยล่ะครับ? ก็หนังเรื่อง 300 นี่เอง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเรื่องราวเรื่องนี้มันเกิดขึ้นหลายร้อยปีมาก่อนซึ่งได้ถูกกล่าวขานเป็นเรื่องเป็นราวมายาวนานจนถึงทุกวันนี้ ในสมัยก่อนไม่มีทีวี ไม่มีอินเตอร์เน็ต ดังนั้นเนี่ย Entertainment ตัวเดียวที่จะทำให้คนดูตื่นเต้นได้ก็คือการเล่าเรื่อง หรือ การเล่นละครเวที คุณคิดดูสิครับว่าเรื่องราวของนักรบ 300 คนนี้ถูกกล่าวขานมากี่ล้านรอบมันถึงผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้? และนี่แหละครับคือ Story ที่ดีที่จะติดตรึงใจคนไปทั่วโลก หากคุณสามารถทำคอนเทนท์ที่มี Story ที่ดีได้ แบรนด์ของคุณจะติดใจคนไปทั่วโลกแน่ๆครับ

 

นั่นมันเป็นเรื่องราวของนักรบผู้กล้า ที่ดังแล้วที่กล่าวขานกันมานาน และคุณจะเอาไปทำให้เป็นคอนเทนท์ของแบรนด์คุณได้อย่างไรล่ะ มันคนละเรื่องกัน นี่คือสิ่งที่คุณคิดใช่มั้ยล่ะครับ? แต่มันไม่ใช่สำหรับ Tim Piper ครับ Tim Piper คือผู้ก่อตั้งแคมเปญที่ชื่อว่า Evolution ของแบรนด์ดัง Dove ผมขอเกริ่นเรื่องราวของแคมเปญนี้ก่อนแล้วกัน Tim Piper ไม่เคยมีพี่น้องที่เป็นผู้หญิงเลย แต่เค้าก็มีเพื่อนผู้หญิงเยอะเป็นเช่นกัน อาจเป็นเพราะว่าการที่เค้าอยากมีพี่น้องเป็นผู้หญิงคงทำให้เค้ามีเพื่อนผู้หญิงเยอะ และในบรรดาเพื่อนๆของเค้า เค้าก็จะเควได้รับฟังเวลาผู้หญิงพูดถึงความไม่เพอร์เฟคของตัวเอง ชั้นผมดำ อยากจะมีผมบลอนด์บ้างจัง ชั้นจมูกแบนไปอ่ะอยากมีดั้งแบบเค้าบ้าง ขาชั้นใหญ่ไปอยากจะมีขาที่เรียว ชั้นตัวเตี้ยเกินไปเบื่อใส่รองเท้าส้นสูง บลาๆๆๆ ก็ว่าไปนั่น มันทำให้เค้ารู้สึกว่าทำไมผู้หญิงถึงไม่พอใจในสิ่งที่ตนเป็น? จากสายตาของเค้าพวกเค้าดูดีอยู่แล้วนี่ ทำไมต้องเปลี่ยนด้วย? เมื่อเห็นเช่นนั้นเค้าจึงเค้าใจว่าผู้หญิงอ่ะไม่ผิดหรอก สื่อต่างหากที่ผิดที่โชวด้านเพอร์เฟคของนางแบบ และ ดาราให้ดูบ่อยๆตามโฆษณาหรือแมกกาซีนชื่อดังต่างๆ ผู้หญิงทุกคนเลยอยากจะเป็นแบบนั้น อยู่มาวันหนึ่งเค้าก็นั่งฟังแฟนเค้าบ่นอยู่แบบนี้แหละ แล้วเค้าก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่า แล้วถ้าเราเอาด้าน Before และ After ของนางแบบไปโชว์ให้ดูล่ะว่าจริงๆแล้วพวกนางแบบหน้าตาเป็นแบบไหน? มันต้องผ่านการแต่งหน้า การแต่งผม การแต่งตัว การรีทัชใน Photoshop จนกว่าจะออกเป็นรูปที่สวยและเซ็กซี่ได้ เค้าเลยทำแคมเปญนี้ให้กับ Dove แล้วรู้มั้ยครับว่าแคมเปญนี้โด่งดังไปถึง 19 ล้านวิวเลยล่ะครับ มันทำให้ผู้หญิงนึกขึ้นได้ว่าจริงๆแล้วการที่เราไม่เพอร์เฟคไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มันอยู่ที่ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเป็นและความมั่นใจในตัวเองต่างหาก นี่แหละครับคือตัวอย่างของ Brand Story ที่ดีที่คุณควรจะเอาไปใช้ เรามาดูวีดีโอกันครับ

 

 

สรุป

 

การที่เราเสียเวลาและเสียเงินทำคอนเทนท์ที่มีคุณภาพ มันจะช่วยส่งผลให้แบรนด์ของคุณนั้นน่านับถือ มีผู้ติดตาม และ เกิดความรักในแบรนด์ของคุณมากขึ้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเอาเทคนิคทั้ง 6 เทคนิคนี้ยัดเข้าไปในคอนเทนท์ตัวเดียวครับ คุณแค่ใส่ 2-3 อย่างลงไปก็พอ อย่าทำให้มันยาก อย่าพยายามมากเกินไป อะไรที่ทำได้ก็ทำ ลองหาจุดแข็งและจุดอ่อนของสินค้าตัวเอง และ นั่งคิดไอเดียดีๆออกมาโดยยืนพื้นฐานความเข้าใจของเทคนิคที่ผมพูดออกมาในหัวข้อทั้งหมดในบทความนี้นะครับ และอีกอย่างที่สำคัญเลยก็คือ ลงทุนกับคอนเทนท์ของคุณตามต้นทุนที่คุณมี ดูอย่าง Blendtec สิครับ เค้าดังได้ด้วยงบแค่ $50 คุณก็ทำได้เช่นกัน ผมหวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณมีไอเดียดีๆหลายๆอย่างหากคุณประสปผลสำเร็จในคอนเทนท์ของคุณ ช่วยแชร์ให้ผมดูในคอมเม้นท์ด้วยนะครับ หากคุณเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ก็ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมโดยการแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากที่อ่านจนจบนะครับ

NO COMMENTS

POST A COMMENT