fbpx

Welcome to Damigos Design Studio. We’re your Digital Companion!

Keep conected

Influencer Marketing คืออะไร?

Influencer คือ บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของบุคคลทั่วๆไป เพราะว่าเค้ามีความรู้ในสิ่งที่เค้านำมาพูดหรือเสนอ และ เค้ามีสไตล์เป็นของตัวเองที่ดึงดูดให้คนสนใจเค้า ดังนั้นเมื่อ เค้ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของบุคคลทั่วไปก็หมายความว่า เค้าก็จะต้องมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ซื้อ-ขาย สินค้าที่เค้ามานำเสนอเช่นกัน ในมุมมองของนักการตลาดการใช้ Influencer เป็นการตลาดที่ประสปผลสำเร็จมากที่สุด และ นี่แหละคือเหตุผลที่แบรนด์ส่วนมากใช้พวกเค้าในการโฆษณาสินค้า ยกตัวอย่างง่ายๆเลยก็คือโฆษณาทีวีที่ใช้ดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์ ไม่ว่าผลิตภัณฑ์ที่เค้ามานำเสนอนั้นจะดีหรือไม่ดี คนบางคนก็ซื้อผลิตภัณฑ์พวกนั้นเพราะเค้าชอบพรีเซ็นเตอร์

 

ประเภทของ Influencer

 

เราสามารถแบ่งประเภทของ Influencer ได้ออกเป็นทั้งหมด 4 ประเภทคือ

 

  • Celebrities: เอาง่ายๆเลยก็คือดารา หรือ นางแบบ ที่โด่งดัง หรือบัคคลที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนในโซเชียลมีเดีย
  • Macro Influencers: อาจจะเป็นดาราหรือบุคคลธรรมดาก็ได้ที่มียอด Follower 500,000 – 1,000,000 คน
  • Middle Influencers: คนที่มีจำนวนผู้ติดตามอยู่ที่ 100,000 – 500,000 คน
  • Micro Influencers: คนที่มีจำนวนผู้ติดตามอยู่ที่ 1,000-100,000 คน

 

ขอบคุณ Chart จาก wowcrazy blog

 

ราคาค่าว่าจ้าง Influencer มันก็แล้วแต่ยอด Follower ที่แต่ละคนมีซึ่งยิ่งยอด follower เยอะข้อดีอีกอย่างนึงเลยก็คือเราสามารถหาเค้าได้ง่าย เพราะส่วนมากจะขึ้นมาเป็น suggestion หรือจะเจอในหน้า 1 ของ Google แต่ข้อเสียคือราคาแพงมากๆ หลักแสนปลายๆ หรือ หลักล้านเลยก็ได้สำหรับคนที่ดังอยู่แล้ว ส่วน Micro Influencer ก็ดีอยู่อย่างนึงคือราคาดี และ สามารถทำให้เกิดกระแสได้เหมือนกัน อาจจะไม่เยอะเท่าคนที่มี follower สูงๆแต่ก็ทำได้เช่นกัน ส่วนมากแล้วคนที่ทำ Micro Influencer เค้าจะจ้างมาหลายคนครับ

 

สิ่งที่คุณควรคำนึงถึงก่อนจะจ้าง Influencer

 

Influencer มีเพจไหม? หรือใช้แค่โปรไฟล์ของตัวเอง?

ที่ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก่อนเลยก็เพราะว่าถ้า Influencer เป็นเพจ ไม่ใช่โปรไฟล์ส่วนตัวคุณจะสามารถซื้อโฆษณาใน Facebook ให้เค้าได้ จากประสปการณ์ที่ผ่านมา Influencer บางท่านมี Follower ทั้งหมด 900,000+ คนแต่ว่าจำนวน Engagement ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บางโพสต์ก็ดูมากเลย แต่บางโพสต์ก็จะดูเงียบเหงา นี่ก็เป็นเพราะว่าเจ้าของธุรกิจที่เค้าโพสต์ลงไปในเพจได้จ่ายค่า Boost เพิ่มให้ด้วย คุณควรจะมองหาโพสต์ที่มีจำนวน Impression หรือ Engagement น้อยๆซัก 10 โพสต์แล้วมาหาค่าเฉลี่ยว่าใน 10 โพสต์ที่ผ่านมาเค้าทำ Impression และ Engagement ได้เท่าไหร่ คุณถึงจะรู้อย่างแท้จริงว่า Influencer คนนี้มียอด Follower ที่เป็น Organic จริงๆเนี่ยเท่าไหร่กันแน่

 

ผมแนะนำให้คุณเลือก คนที่เป็นเพจแทนที่จะเลือก คนที่เป็นโปรไฟล์ส่วนตัวด้วยเหตุผลเดียวเลยคือคุณสามารถซื้อโฆษณาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้ แต่ในเคสนี้ผมขอเน้นเป็นเฉพาะ Macro Influencer และ Celebrity เท่านั้นนั้นครับเพราะว่าซื้อบูสต์ และ จ้างคนพวกนี้เนี่ยจะคุ้มมากที่สุด แต่หากคุณงบน้อยคุณควรจะต้องเลือกใช้ Micro Influencer ส่วนใหญ่แล้ว เค้าจะเป็นโปรไฟล์ส่วนตัวครับ ข้อดีก็คือค่าโฆษณาถูก สามารถจ้างได้หลายท่านในครั้งเดียว ทำให้การกระจายข้อมูลกว้างขวางขึ้นและดูว่าเป็นรีวิวจริงไม่ใช่รีวิวที่ซื้อมา หากคุณเลือกที่จะใช้ Micro Influencer คุณก็ควรที่จะเลือกเป็นโปรไฟล์ส่วนตัว และ พยายามทำให้การรีวิว หรือ การโฆษณาสมจริงมากที่สุด อย่าใช้ Hashtag หรือ การแท็กเข้ามาหาเพจของเราเอง มันจะทำให้ดูเหมือนเป็นการซื้อรีวิว เพราะเราต้องคิดว่า เค้าเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ดารา หรือ นางแบบชื่อดัง ดังนั้นเนี่ยอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อขายสินค้าในสายตาของผู้บริโภคแล้วก็ยังไม่ถึงกับดีเท่า Macro Influencer หรือ Celebrity เราจึงควรทำรีวิว หรือ โฆษณาให้เป็นธรรมชาติ ให้เหมือน เค้าตั้งใจจะมาซื้อสินค้าของเราจริงๆไม่ใช่รับจ้างมารีวิว

 

Timing ในการจ้าง Influencer

เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับ Budget ล้วนๆเลยครับ การหวังผลมันก็เป็นอะไรที่ค่อยข้างแน่นอนหากท่านเลือกใช้ Celebrity หรือ Macro Influencer เพราะว่าพวกเค้าดังอยู่แล้วและมีจำนวนผู้ติดตามสูงอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือราคานี่แหละครับ การจ้าง Macro Incluencer นะครับ ตีราคาง่ายๆเลย Follower ละ 1 บาท อันนี้พูดแบบโลกสวยแล้วนะครับ Influencer บางท่านอาจจะดังมากในช่วงเวลาที่คุณติดต่อราคาเลยแพง แต่เมื่อหมดช่วงเวลา Viral ของเค้าไปแล้วราคาก็จะตกครับ ยกตัวอย่างง่ายๆเลยคือคุณ Tom วง Room39 ตอนที่รายการ The Mask Singer ออกมาใหม่และยังไม่มีการเปิดหน้ากากทุเรียน แต่ Agency จ้าวนึง (ไม่ขอเอ่ยชื่อแล้วกันนะครับ) เค้ามั่นใจมากว่าคุณ Tom คือหน้ากากทุเรียนเค้าเลยเสนอลูกค้าให้ใช้คุณ Tom ในการโฆษณาสินค้าตัวหนึ่ง ตอนนั้นที่คุณ Tom ยังไม่เปิดหน้ากากราคาค่าพรีเซ็นเตอร์ก็จะอยู่ในราคาที่ลูกค้ายอมตกลงได้ แต่ว่าลูกค้าคอนเฟิร์มช้าไปหน่อยนะครับ หน้ากากทุเรียนเปิดหน้าปุ้บวันถัดมาลูกค้าคอนเฟิร์มเลยว่าเอาคุณ Tom แน่ๆ แต่ราคามันกระโดดขึ้นจนลูกค้าสู้ไม่ไหว เอเจนซี่จ้าวนี้ก็เลยต้องชวดดีลนี้ไปนะครับ เห็นภาพเลยมั้ย? ยิ่งดังเท่าไหร่ยิ่งแพงนะครับ หากคุณเป็นบริษัทใหญ่มีงบประมาณหนา ทำเถอะครับคุ้มจริง ถ้ามีงบเป็นหลักล้านก็จ้าง Celebrity เลยครับ

 

เป้าหมายคืออะไร?

การกำหนดเป้าหมายจะต้องคำนึงถึงความต้องการของคุณ แต่อยากจะบอกเอาไว้ก่อนเลยว่าไม่มีธุรกิจออนไลน์ไหนที่สามารถเปลี่ยนแปลงการมองเห็นเป็น Sale ได้เลย กว่าลูกค้าจะเลือกซื้อสินค้าของเรานั้นใช้เวลายาวนานมากแต่เมื่อมันติดตลาดแล้วมันคุ้มจริงๆ มันไม่เหมือนกับการซื้อขายแบบสมัยก่อนที่คุณจะเดินเข้ามาในห้างแล้วคุณก็จะมีเป้าหมายว่าวันนี้ชั้นต้องได้เสื้อ คุณเข้าไปในร้านหลายๆร้านเพื่อลองเลือกเสื้อผ้าดู เมื่อคุณเจอตัวที่ชอบและราคาสมเหตุสมผล คุณก็จะเลือกซื้อทันที แต่การเลือกซื้อในสมัยนี้มันไม่ใช่อย่างงั้นแล้วนะครับ ถ้าให้เล่าเรื่องง่ายๆก็คือสมมุติว่าคุณเดินเข้ามาในห้างแล้วคุณอยากซื้อเสื้อซักตัวนึง คุณก็จะหยิบมือถือขึ้นมาแล้วเปิดดูในช็อปว่าเสื้อตัวไหนกำลังมาแรง หรือ หาแบบที่ชอบใจ เมื่อคุณเจอแบบที่ชอบคุณก็จะเช็คว่าเสื้อตัวนี้แบรนด์อะไรและคุณก็จะเช็คราคาในหลายๆที่ แต่เมื่อคุณเจอราคาแล้วคุณก็ยังไม่ซื้อนะ ต่อมาคุณก็จะมานั่งดูรีวิวว่าเสื้อตัวนี้สีตกง่ายมั้ย ใส่ไปนานแล้วเป็นยังไง เมื่อคุณเห็นว่ารีวิวดีคุณก็จะเลือกซื้อ หลังจากซื้อแล้วไม่พออีกต้องถ่ายรูปโชว์ หรือ เขียนรีวิวว่าเสื้อตัวนี้ดีไม่ดียังไงอีกนะครับ

เมื่อลูกค้าสมัยนี้เริ่มมีความรู้มากขึ้น และ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อขายสินค้า (ไม่มากก็น้อย) เราก็จะต้องแบ่งแยกเป้าหมายของเราให้เจาะจงมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลักๆแล้วเป้าหมายของการตลาดออนไลน์สามารถแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่คือ

 

  1. Cost per Impression (CPM): ต้นทุนต่อการมองเห็น 1,000 ครั้ง หมายถึงเมื่อมีคนเห็นโพสต์ของคุณ แค่เห็นนะครับ แต่ยังไม่ทำอะไร เป้าหมายของการทำการตลาดโดยใช้ Impression ก็คือการสร้าง Brand Awareness ส่วนมากจะพบในเว็บไซต์สำนักข่าวที่จะติดแบนเนอร์โฆษณาสินค้าต่างๆเอาไว้ (วิธีการคำนวน: [Budget/จำนวน Impression]*1000)
  2. Cost per Engagement (CPE): Engagement คือ Action ไม่ว่าลูกค้าจะเห็นโพสต์ของคุณและ กดไลค์ กดแชร์ กด Love หรือ คอมเม้นท์ ทุกอย่างนี้ถือว่าเป็น Engagement หมดเลยครับ CPE คือการคำนวนต้นทุนต่อ Engagement เป้าหมายของการทำ CPE คือ สร้างกระแสให้มีคนพูดถึงแบรนด์ของคุณ (วิธีการคำนวน: Budget/จำนวน Engagement)
  3. Cost per Acquisition (CPA): CPA คือการคำนวนต้นทุนต่อการกระทำ (Action) เราอาจจะได้เป็นเงินในการขายสินค้า การสมัครสมาชิก การดาวน์โหลดข้อมูล หรือ การลงทะเบียน ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็น CPA หมดครับ การทำการตลาดแบบนี้เห็นมากในเว็บไซต์ E-commerce ซึ่งจะมี Deal ที่ลดราคาสินค้าให้เราเห็นกันบ่อยๆ แคมเปญพวกนี้ใช้ CPA ในการคำนวนทั้งนั้นครับ (วิธีการคำนวน: Budget/จำนวน Action)
  4. Cost per View (CPV): คือการคำนวนต้นทุนต่อการมองเห็นวีดีโอ 1 ครั้ง ส่วนมาก CPV จะใช้สำหรับ Youtube, Facebook, และ โซเชียลอื่นๆที่สามารถลงวีดีโอได้ (วิธีการคำนวน: Budget/จำนวน views)

 

ยังมีการคำนวนเป้าหมายอีกหลายวิธีเช่น Pay per Click, ECPC, VCPM ที่เรายังไม่ได้พูดถึง แต่ว่าที่ยกมาให้ดูนั้นเป็นพื้นฐานและตัวหลักๆของการคำนวนเป้าหมายการตลาด ผมหวังว่าจะมีประโยชน์แก่ทุกท่านนะครับ

 

คำนึงถึง Budget และ ผลตอบแทน

เมื่อคุณมีเป้าหมายแล้วคุณควรที่จะกำหนด Budget ในการทำการตลาดออกมา และ คำนวนว่าใน Budget พวกนี้คุณจะได้ผลตอบแทนอะไรบ้าง หากคำนวนออกมาแล้วมันคุ้มค่าตามเป้าหมายที่คาดไว้ ก็ทำสิครับไม่ต้องรอให้คนอื่นมาทำก่อนเลย ด้านล่างจะเป็นตัวอย่างการคำนวน CPE เพื่อทราบถึงค่าใช้จ่ายต่อ 1 Engagement ครับ

ตัวอย่าง:

หากเป้าหมายของคุณคือ Engagement (การคลิก, การแชร์, การไลค์ ถือว่าเป็น Engagement) สิ่งที่คุณควรจะคำนวนออกมาก็คือ CPE (Cost per Engagement) วิธีการคำนวน CPE ก็คือนำ Budget/จำนวน Engagement สมมุติว่าคุณมี Budget อยู่ 100,000 บาท และคุณต้องการที่จะได้ Engagement จำนวน 500,000 ครั้ง คุณก็เอา 100000/500000 = 0.2 ก็คือคุณจะใช้เงินทั้งหมด 20 สตางค์ต่อ 1 Engagement

 

สรุปง่ายๆเลยก็คือไม่ว่าคุณจะใช้ Influencer แบบไหน คุณก็สามารถประสปผลสำเร็จได้ วางแผนแคมเปญให้ดี ควรจะมีโปรโมชั่น, มอบสิทธิพิเศษ, ชิงโชค หรือสิ่งดึงดูดอื่นๆเข้ามาร่วมในแคมเปญด้วย เมื่อคุณมีแผนที่ดีแล้วที่เหลือก็แค่ทำตามที่วางแผนเอาไว้เท่านั้นเอง ผมและทีมงาน R4groups หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านนะครับ หากต้องการปรึกษาเราเกี่ยวกับการทำ Influencer Marketing ท่านสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับบริการทำการตลาดผ่าน Social Media ของเราได้ที่ http://www.r4groups.com/social-marketing/

 

 

 

NO COMMENTS

POST A COMMENT